วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สื่อเสียง


สื่อเสียงหรือสื่อโสต คือสื่อที่ใช้หูในการสัมผัสโดยการรับฟัง เพื่อความเข้าใจ สัมผัสถึงอารมณ์หรือหรือรู้ ถึงจุดมุ่งหมายของการผลิตสื่อนั้น
จากกรวยประสบการณ์ของเดลที่มีการแบ่งสื่อออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคนิควิธีการ ในช่วงแรกของศตวรรษที่ 20 การเรียนการสอนมีการใช้เทคโนโลยีเสียงและภาพด้วยวัสดุอุปกรณ์สื่อโสตในการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะสื่อธรรดาและ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่นแผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียง เทปเสียงและเครื่องแล่นเทป ฯลฯ สือเหล่านี้นับเป็นสื่อแบบดั้งเดิมหรือเรียกว่า สื่อพื้นฐาน และหากเป็นสื่ออิเล็กทรอนกส์จะเป็นสื่อระบบ อนาล็อกในระยะต่อมาด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้มีการใช้ สื่อดิจิทัล แทนสื่อะนาล็อค
เทคโนโลยีและสื่อเสียงในการเรียนการสอน
การสื่อสารอย่างหนึ่งในการเรียนการสอนที่ผู้สอนทุกคนใช้เป็นประจำคือ การบรรยายด้วยเสียงของสอนเองเพื่อให้ผู้เรียนรับรู้เนื้อหาบทเรียน ทั้งนี้เพราะปกติเมื่อมีเสียงใดๆเกิดขึ้นคนเราจะรับเสียงนี้นทำให้อาจเพียงได้ยินเสียงแต่อาจไม่มีการฟัง การฟังจะเกิดขึ้นเมื่อมีกระบวนการของการได้ยินและความเข้าใจใจข้อมูลที่ส่งมา จณะเดียวกันถ้ามีการฟังอย่างตั้งใจจะเป็นการให้ความเอาใจใส่พิจารณาข้อมูลนั้นซึ้งจะเป็นสิ่งเร้าให้เกิดการเรียนรู้
ด้วยเหตุนี้ การใช้เสียงในการเรียนการสอนจึงเป็นทักษะการสื่อสารสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้สอนต้องมีการฝึกฝนเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย สื่อที่ใช้เทคโนโลยีเสียงในการเรียนการสอนจะมีทั้งสื่อแอนะล็อกและสื่อดิจิทัลดังนี้
- สื่อแอนะล็อก แทปคาสเซ็ตต์ วิทยุ และเครื่องเสียง
- สื่อดิจิทัล แผ่นซีดี แผ่นดีวีดี เสียงบนอินเทอร์เน็ต และวิทยุอินเทอร์เน็ต
สื่อเสียงระบบแอนะล็อก
สื่อเสียงระบบแอนะล็อกในลักษณะวัสดุและอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันในปัจจถุบันมี 3ประเภทได้แก่ เทปคาสเซ็ตต์ วิทยุ และเครื่องเสียง
เทปคาสเซ็ตต์
เทปคาสเซ็ตต์หรือเทปตลับ เป็นสื่อเสียงที่ใช้กันมานานแล้วเพราะเป็ฯสื่อที่ใช้งานง่าย ประหยัด และค่อน ข้องทนทาน
รูปแบบเทปคาสเซ็ตต์ที่นิยมใช้กันมากอย่างหนึ่งจะอยู่ในลักษณะ หนังสือเสียง โดยบันทึกเรื่องราวที่อ่านจากหนังสือหรือเรื่องเล่าบันทึกลงเทป เพื่อให้ผู้ฟังและเรียนรู้จากเรื่องนั้นๆด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถนำเทปคาสเซ็ตต์มาช้ร่วมกับสื่ออื่นโดยจัดเป็นชุดสื่อประสม เพื่อให้ผู้เรียนนำมาเรียนด้วยตนเองได้โดยสะดวก
วิทยุ
เสียงจากวิทยุเป็นสื่อดั้งเดิมอีกประเภทหนึ่งที่นิยมใช้ในการเรียนการสอน หากเป็นการศึกษาทางไกลจะเป็นการส่งบทเรียนไปยังผู้เรียนที่บ้านเพื่อศึกษาเพิ่มเติมประกอบกับสื่ออื่น
เครื่องเสียง
เครื่องเสียงเป็นอุปกรณ์ที่เป็นสื่อกลางหรือตัวผ่านในการถ่ายทอดเสียงจากคนเราหรือจากแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆให้มีเสียงดังเพิ่มมากขึ้นเพื่อสามารถได้ยินได้ในระยะไกล
การทำงานของเครื่องเสียง จะมีการรับ การขยาย และการส่งออกเสียงซึ่งเป็นระบบการเพิ่มกำลังความดังของเสียงเพื่อให้ผู้ฟังจำนวนมากได้ยินอย่างชัดเจนทั่วถึง เครื่องเสียงปัจจุบันอาจใช้แบบแยกส่วนการทำงานหรือรวมเป็นชุดเครื่องเสียง ได้แก่
ภาคสัญญาณเข้า เป็ฯภาคที่เปลี่ยนคลื่นเสียงธรรมชาติให้เป็นคลื่นไฟฟ้าความถี่เสียง แล้วส่งต่อไปยังภาคขยายสัญญาณ อุปกรณ์ในภาคสัญญาณเข้าได้แก่ ไมโครโฟน วิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี
ภาคขยายสัญญาณ ทำหน้าที่รับคลื่นไฟฟ้าความถี่เสียงจากภาคสัญญาณเข้ามาขยายให้มีกำลังแรงมากขึ้นหรือสูงขึ้นโยไม่ผิดเฟี้ยนจากแหล่งกำเนิดเสียงอุปกรณ์ในภาคขยายสัญญาณได้แก่ เครื่องขยายเสียงประเภทต่างๆ
ภาคสัญญาณออก ทำหน้าที่รับคลื่นไฟฟ้าความถี่เสียงที่ได้รับการขยายแล้วจากภาคขยายสัญญาณ แล้วเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียงธรรมชาติโดยมีคุณลักษณะเหมือนต้นกำเหิดเสียงทุกประการ อุปกรณ์ในภาคสัญญาณออก ได้แก่ ลำโพงชนิดต่างๆ
สื่อเสียงระบบดิจิทัล
สื่อเสียงระบบดิจิทัลที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนทั้งวัสดุและอุปกรณ์ได้แก่ แผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี เสียงจากอินเตอร์เน็ต และวิทยุอินเตอร์เน็ต
แผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี
แผ่นซีดีและแผ่นดีวีดีเป็นสื่อแสง ที่บันทึกข้อมูลได้ทุกประเภท ปกติแล้วซีดีแผ่นหนึ่งจะบันทึกเสียงตามรูปแบบไฟล์มาตราฐานนาน 74 นาที 33 วินาที่เสียงที่ได้จะมีความคมชัดมากกว่าเสียงระบบแอนาล็อก การใช้แผ่นซีดี/ดีวีดีสามารถค้นหาเพื่อเล่นเสียงตอนใดก็ได้โดยไม่ต้องเสียเวลากรอเทปเหมือนการเล่นเทป
เสียงบนอินเตอร์เน็ต
เสียงระบบดิจิทัลนอกจากบึนทึกลงแผ่นซีดี/ดีวีดีแล้ว ยังส่งผ่านไปบนอินเทอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร โดยการดาวน์โหลดคลิปเสียงและบันทึกลงฮาร์ดดิสก์หรือแผ่นซีดีเพื่อใช้ประกอบเนื้อหาบทเรียน และสามารถบันทึกเสียงผู้สอนในลักษณะการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อบรรยายเนื้อหาประกอบบนเรียนบนเว็บไซต์ได้ รวมถึงการให้ผู้เรียนดาวโหลดไฟล์เสียงการสอนและแนบไฟล์เสียงไปกับอีเมล์ส่งไปยังผู้เรียนได้เพื่อเปิดฟังในเวลาที่ต้องการ
วิทยุอินเทอร์เน็ต
เสียงระบบดิจิทัลเมื่อนำมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยี steeaming จะทำให้การดาวน์โหลดและฟังเสียงบนอินเทอร์เน็ตเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีนี้จึงทำให้มีการจัดตั้งสถานีวิทยุบนอินเทอร์เน็ตและใช้งานในลักษณะวิทยุอินเตอร์เน็ต เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทุกประเภททั้งรายการสดและที่บันทึกไว้แล้ว ผู้ฟังวิทยุบนอินเทอร์เน็ตต้องใช้โปรแกรมเฉพาะ เช่น Window Media Player และ Realone Player ที่ดาวน์โหลดได้จากอินเตอร์เน็ต
ที่มาhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mhajoy&month=01-2008&date=10&group=2&gblog=6
วิธีการโพสสื่อเสียงลงในบล็อกส่วนตัว
1.เข้าไปที่ http://www.ijig.com/
http://www.4share.com/
หรือ เว็ปไซด์ที่มี Code music online เว็ปไซด์ใดก็ได้
2. นำ Code เพลงที่ได้ใส่ลงไปในบล็อค หากต้องการสกินที่สวยงาม ให้หา Code สกินที่ต้องการ มารวมกับ Code ของเพลง

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่ 10 สื่อการฟิก

กราฟฟิก หมายถึง รูปภาพที่สร้างขึ้นโดยคอมพิวเตอร์ ทุกๆที่ที่คุณเห็นวันนี้ ตัวอย่างเช่น นิตยาสาร และ โทรทัศน์ หรือแม้แต่ตัวอักขระที่คุณกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้ ก็สร้างขึ้นโดยใช้คอมพิวเตอร์ หลายอย่างดูเป็นธรรมชาติมากจนคุณไม่อาจแยกแยะออกจากภาพถ่ายจริงๆ ได้ ซึ่งบางก็เป็นของเทียมหรือให้ความรู้สึกเหมือนจริง และภาพยนต์ทุกวันนี้บ่อยครั้งที่มีฉากซึ่งไม่มีอยู่จริง แต่ถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งผสานความจริงกับจินตนาการไว้ด้วยกันด้วยกัน
ในปี ค.ศ. 1940 คอมพิวเตอร์จะแสดงภาพกราฟฟิกส์โดยใช้เครื่องพิมพ์ โดยรูปภาพที่ได้จะเป็นภาพที่เกิดจากการใช้ตัวอักษรประกอบกันในปี ค.ศ.1950 สถาบันเทคโนโลยีแห่ง แมสซาซูเซสต์ (Massachusetts Institue Technology : MIT) ได้พัฒนาคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีหลอดภาพ CRT (Cathode Ray Tube) เป็นส่วนแสดงผลแทนเครื่องพิมพ์ เนื่องจากมีความต้องการที่จะให้การติดต่อระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์มีความเร็วยิ่งขึ้นในปี ค.ศ. 1950 ระบบ SAGE (Semi – Automatic Ground Environment) ของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาสามารถแปลงสัญญาณจากเรดาร์ให้เป็นภาพบนจอคอมพิวเตอร์ได้ ระบบนี้เป็นระบบกราฟฟิกส์เครื่องแรกที่ใช้ปากกาแสง (Light Pen : เป็นอุปกรณ์สำหรับรับข้อมูล ชนิดหนึ่ง) สำหรับการเลือกสัญญาณบนจอภาพได้ในปี ค.ศ.1950มีการทำวิจัยเรื่องเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากซึ่งต่อมา ได้กลายเป็นต้นแบบของระบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์สมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ.1963วิทยานิพนธ์ ปริญญาเอกของ อีวาน ซูเธอร์แลนด์(Ivan Sutherland) เป็นการพัฒนาระบบการวาดเส้น ซึ่งผู้ใช้สามารถกำหนดจุดบนจอภาพได้โดยตรง โดยการใช้ปากกาแสงจากนั้นระบบ กราฟฟิกส์จะสามารถลากเส้นเชื่อมจุดต่าง ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกันกลายเป็นภาพโครงสร้างรูปหลายเหลี่ยม ระบบนี้ได้กลายเป็นหลักการพื้นฐานของโปรแกรมช่วยในการออกแบบระบบงานต่าง ๆ เช่น การออกแบบระบบไฟฟ้า และการออกแบบเครื่องจักร เป็นต้น ในระบบหลอดภาพ CRTสมัยแรกนั้น เราสามารถวาดเส้นตรงระหว่างจุดสองจุดบนจอภาพได้ แต่ภาพเส้นที่วาดจะจางหายไปจากจอภาพอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีการวาดซ้ำลงที่เดิมหลาย ๆ ครั้ง ในหนึ่งวินาที เพื่อให้เราสามารถมองเห็นว่าเส้นไม่จางหายไป ซึ่งระบบแบบนี้มีราคาแพงมากในช่วงต้นปี ค.ศ. 1960 แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1965 จึงมีราคาถูกลงเนื่องจากบริษัท ไอบีเอ็ม (IBM) ได้ผลิตออกมาขายเป็นจำนวนมากในราคาเครื่องละ 100,000 ดอลลาร์ จากการที่ราคาของจอภาพถูกลงมากนี่เองทำให้สาขาคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์เริ่มเป็นที่สนใจของคนทั่วไปในปี ค.ศ.1968บริษัทแทคโทรนิกส์ (Tektronix) ได้ผลิตจอภาพแบบเก็บภาพไว้ได้จนกว่าต้องการจะลบ( Storage–Tube CRT ) ซึ่งระบบนี้ไม่ต้องการหน่วยความจำและระบบการวาดซ้ำ จึงทำให้ราคาถูกลงมาก บริษัทตั้งราคาขายไว้เพียง 15,000 ดอลลาร์ เท่านั้น จอภาพแบบนี้จึงเป็นที่นิยมกันมากในช่วงเวลา 5 ปี ต่อมากลางปี ค.ศ. 1970 เป็นช่วงเวลาที่อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์เริ่มมีราคาลดลงมาก ทำให้ฮาร์ดแวร์ของระบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์มีราคาถูกลงตามไปด้วยผู้ใช้ทั่ว ไปจึงสามารถนำมาใช้ในงานของตนได้ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์เริ่มแพร่ หลายไปในงานด้านต่างๆ มากขึ้นสำหรับซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟฟิกส์ก็ได้มีการพัฒนาควบคู่กับฮาร์ดแวร์ เช่นกัน ซึ่งมีการเริ่มต้นจาก อีวาน ซูเธอร์แลนด์ ผู้ซึ่งได้ออกแบบวิธีการหลัก ๆ รวมทั้งโครงสร้างข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์ ต่อมาก็มี สตีเฟน คูน (Steven Coons, 1966) และ ปิแอร์ เบเซอร์ (Pierre Bazier, 1972) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการสร้างเส้นโค้งและภาพพื้นผิว ทำให้ปัจจุบันเราสามารถสร้างภาพ 3 มิติได้ สมจริงสมจังมากขึ้น ในช่วง 10 ปีต่อมาได้มีการพัฒนาวิธีการสร้างภาพมากมาย
การสร้างภาพกราฟฟิกส์ด้วยคอมพิวเตอร์ มีวิธีการสร้าง 2 แบบ คือ แบบบิตแมป(Bit Mapped) และแบบเวกเตอร์ (Vector) หรือ สโตก (Stroked)

แหล่งที่มา http://www.geocities.com/websubstudent/graphic.html



สัปดาห์ที่ 10 การผลิตสื่อการเรียนการสอน

สื่อ (Medium pl. Media) มาจากภาษาลาตินแปลว่า “ระหว่าง” สื่อ ตามพจนานุกรมหมายถึง“การทำการติดต่อให้ถึงกัน” สื่อ เมื่อนำมาใช้กับการสื่อสารระหว่างกัน จะหมายถึง “สิ่งใดก็ตามที่บรรจุข้อมูลเพื่อให้ผู้ส่ง และผู้รับสามารถสื่อสารกันได้ตรงตามจุดประสงค์”จากกระบวนการเรียนรู้และการสื่อความหมาย จะเห็นว่า สื่อ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่นำข้อมูลข่าวสารหรือองค์ความรู้ไปยังผู้รับ เป็นตัวกลางที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างผู้สอน ผู้เรียน และเป็นพาหะที่บอกกล่าวข่าวคราวที่อยากจะเล่าของบุคคลหนึ่งไปยังมวลชนสื่อมีชื่อเรียกหลากหลายอย่าง สื่อใดที่ใช้ส่งสารกับบุคคลกลุ่มใหญ่เรียกว่า สื่อสารมวลชน (MassMedia) เมื่อนำมาให้ผู้เรียนใช้ศึกษา เรียกสื่อนั้นว่า สื่อการเรียน (Learning Media) หากเป็นสื่อสำหรับผู้สอนใช้ในการสอนจะเรียกว่า สื่อการสอน (Instructional Media) ดังนั้น สื่อการเรียนการสอน จึงมีความหมายรวมถึงสื่อหลาย ๆ ชนิด เช่น เทปบันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ แผนภูมิ ภาพนิ่ง หนังสือเรียนสื่ออีเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ซึ่งบรรจุเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนในหลักสูตร สิ่งที่กล่าวมานี้จะอยู่ในรูปของวัสดุ(Soft Ware) ที่นำมาใช้ในเทคโนโลยีการศึกษา หรือเป็นสิ่งที่ใช้กับเครื่องมืออุปกรณ์ (Hard Ware) หรือใช้กับช่องทางการดำเนินกิจกรรม (Method) ในการสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน แล้วทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดหมายที่วางไว้ ก็ถือว่าเป็น สื่อการเรียนการสอน ทั้งสิ้นสำหรับการเรียนการสอนที่นำสื่อประเภทวัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคนิควิธีการ มาใช้ร่วมกันโดยการเลือกใช้สื่อแต่ละชนิด แต่ละประเภทให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิชานั้น จะเรียกว่า สื่อประสมหรือเรียกทับศัพท์ว่า มัลติมีเดีย (Multimedia)สื่อการเรียนการสอนสามารถแบ่งตามเหตุผลของนักการศึกษาและวัตถุประสงค์ของการใช้งานได้ดังนี้1. แบ่งตามประสบการณ์การเรียนรู้ นักการศึกษา เอดการ์ เดล (Edger Dale) จัดระดับการเรียนรู้ตามสภาพการรับรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนเมื่อสัมผัสกับสิ่งเร้า โดยแบ่งในลักษณะของความเป็นนามธรรมไปสู่รูปธรรม ซึ่งแสดงผลของการเรียนรู้มาก-น้อยตามลำดับ ในรูปแบบของกรวยประสบการณ์ (Coneof Experience)
1.1 ประสบการณ์ตรง จะอยู่ในส่วนของฐาน เป็นส่วนที่กว้างที่สุด เป็นประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม ผู้เรียนที่ได้รับประสบการณ์โดยตรงจากของจริงสถานการณ์จริง หรือการปฏิบัติจริง จะเกิดการรับรู้ และเรียนรู้ได้ดีที่สุด
1.2 ประสบการณ์จำลองเป็นการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนเรียนรู้ จากสิ่งที่ใกล้เคียงความเป็นจริง ซึ่งอาจเป็นของจำลอง หรือสถานการณ์จำลองก็ได้ เช่นหุ่นจำลองอวัยวะภายในร่างกาย หุ่นจำลองโลกและดาวเคราะห์ เป็นต้น
1.3 นาฏการ เป็นการจัดบทบาทสมมติ หรือการแสดงในรูปแบบต่างๆ เพื่อจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในหัวข้อหรือบทเรียนที่มีข้อจำกัดในยุคสมัย กาลเวลา หรือสถานการณ์ เช่น เหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2เรื่องราวของชาติภพต่าง ๆ ที่เป็นนามธรรม
1.4 การสาธิต เป็นการยกตัวอย่างหรือการกระทำกิจกรรมประกอบคำอธิบายเพื่อให้ผู้เรียนเห็นลำดับขั้นตอนของการทำกิจกรรมในงานชิ้นนั้น ๆ
1.5 การศึกษานอกสถานที่ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับรู้และเรียนรู้ประสบการณ์ภายนอกสถานที่เรียน เช่น การเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง การสัมภาษณ์บุคคลสำคัญ
1.6 นิทรรศการ เป็นการจัดสิ่งของ จัดป้ายนิเทศหรือการนำประสบการณ์หลายๆอย่างผสมผสานกันมาแสดง เนื้อหาที่นำเสนออาจเป็นภาพถ่าย ภาพวาดพร้อมคำบรรยาย หรือใช้เทคโนโลยี วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ผู้เรียนร่วมกิจกรรม ตอบปัญหา หรือสัมผัสสื่อที่แสดงก็ได้
1.7 โทรทัศน์ เป็นการให้ประสบการณ์กับผู้เรียนโดยผ่านช่องทาง คือ ตาดู หูฟังผู้เรียนสามารถหาชมได้ภายในห้องเรียน ศูนย์การเรียน หรือภายในบ้านก็ได้การสอนอาจเป็นรายการสดหรือเป็น รายการที่บันทึกลงเทปวีดิทัศน์ ซีดี
1.8 ภาพยนตร์ เป็นการบันทึกภาพเรื่องราว ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ลงบนแผ่นฟิล์ม เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากการได้เห็น และการได้ยินเช่นเดียวกับโทรทัศน์และวีดิทัศน์
1.9 เทปบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ สื่อที่ให้เฉพาะเสียงและสื่อที่ให้เฉพาะภาพ วิทยุและแถบบันทึกเสียง (Cassette tape)เป็นสื่อเสียง ส่วนภาพนิ่งเป็นสื่อที่ให้เพียงการมองเห็นภาพโดยไม่มีเสียงประกอบ เช่น รูปภาพ สไลด์ แผ่นภาพโปร่งใส ภาพวาด ภาพล้อภาพถ่าย การรับรู้ของผู้เรียนในขั้นนี้จะต้องใช้เวลา ใช้ประสบการณ์เดิมมากกว่าข้อ 1.1 - 1.8 จึงสามารถเข้าใจเนื้อหาเรื่องราวที่นำเสนอได้
1.10 ทัศนลักษณ์ เป็นสื่อที่เฉพาะการเห็นโดยใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนความเป็นจริงของข้อมูลหรือสิ่งของ เช่น แผนที่ แผนภูมิ แผนสถิติ เครื่องหมายต่างๆ
1.11 วจนลักษณ์ เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนรับรู้น้อยที่สุด ได้แก่ ตัวหนังสือในภาษาเขียน คำพูดในภาษาพูด15จากกรวยประสบการณ์ จะเห็นว่า เป็นการจัดแบ่งตามลำดับประสบการณ์ ซึ่งถ้าผู้เรียนมีประสบการณ์พื้นฐานของงานหรือบทเรียนนั้น ๆ มาก่อน คงไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มประสบการณ์ในระดับต้น ๆการเรียนการสอนอาจข้ามขั้นตอนเป็นระดับ 1.5 , 1.6 , 1.7 หรือ 1.11 เลยก็ได้ เช่น การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ผู้เรียนมีประสบการณ์การเรียนรู้ มีมโนทัศน์ต่อสิ่งต่าง ๆ มาก สื่อการเรียนการสอนอาจใช้เพียงตำรา(ระดับ 1.10 , 1.11 ของกรวยประสบการณ์) หรือการเรียนการสอนในระดับพื้นฐาน กลุ่มผู้เรียนเป็นเด็กเล็กประสบการณ์การเรียนรู้ค่อนข้างน้อย การจัดสื่อการเรียนการสอนจะต้องให้ประสบการณ์ตรงโดยผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น ๆ เช่นการปฏิบัติจริง การเรียนรู้ โดยใช้ตาดู หูฟัง (ระดับ 1.1-1.6 ของกรวยประสบการณ์)เป็นต้น
2. แบ่งตามทรัพยากรการเรียนรู้ นักการศึกษา (Ely) จัดแบ่งสื่อเพื่อการศึกษาและสื่อทั่วไป ที่ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนไว้
5 ประเภท ดังนี้
2.1 คน (People) หมายถึง บุคลากรที่อยู่ในระบบของการศึกษา เช่น ผู้สอนผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรนอกระบบการศึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็น “มืออาชีพ” ในการให้ความรู้แต่ละด้าน เช่น ศิลปินนักเขียน นักข่าว ผู้ชำนาญการในแต่ละสาขาอาชีพ ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
2.2 วัสดุ (Materials) หมายถึง วัตถุที่มีเนื้อหา บทเรียน หรือสาระความรู้ลักษณะต่าง ๆ บรรจุอยู่ ในรูปแบบของวัสดุการศึกษามีค่อนข้างหลากหลายขึ้นอยู่กับผู้สอนจะเลือกใช้ เลือกผลิตให้สอดคล้องกับบทเรียน และเหมาะกับผู้เรียนเช่น สื่อสิ่งพิมพ์ แผ่นโปร่งใส แผ่นสไลด์ ซีดี ม้วนวีดิทัศน์ เทปบันทึกเสียงวัสดุอีเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ
2.3 อาคารสถานที่ (Settings) หมายถึง บ้านเรือน ตัวตึก ที่ว่าง สนามหญ้าสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และผู้เรียน เช่น ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ โรงงาน สนามฟุตบอล เป็นต้น
2.4 เครื่องมือและอุปกรณ์ (Tools and Equipment) ได้แก่ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ช่วยในการผลิตหรือใช้ร่วมกับส่วนอื่น ๆ ในการเรียนการสอน เช่นเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องฉายสไลด์
2.5 กิจกรรม (Activity) เป็นเทคนิควิธีการพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อผลในการเรียนการสอนในรูปแบบของกิจกรรมโดยไม่มีข้อกำหนดที่ตายตัวขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ที่ผู้สอนตั้งขึ้น เช่น การเรียนการสอนโดยใช้เกม การใช้สถานการณ์จำลอง การจัดนิทรรศการ การทัศนศึกษา
3. แบ่งตามลักษณะทางกายภาพ คู่มือพัฒนาสื่อการเรียนรู้ (กรมวิชาการ,2545:33-34)ได้นำทุกสิ่งรอบตัวผู้เรียน เช่น คน สัตว์ สิ่งของ เหตุการณ์ สถานที่ รวมทั้งความคิดที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้มาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนและเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า สื่อการเรียนรู้ โดยจำแนกสื่อการเรียนรู้นี้เป็น 3 ประเภทคือ 3.1 สื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึง สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ซึ่งแสดงหรือจำแนก หรือเรียบเรียงสาระความรู้โดยใช้ตัวหนังสือที่เป็นตัวเขียน หรือตัวพิมพ์เป็นสื่อ เพื่อแสดงความหมาย เช่น เอกสาร หนังสือ ตำรา หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสารจดหมายเหตุ บันทึก รายงาน วิทยานิพนธ์ เป็นต้น
3.2 สื่อเทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ควบคู่กับเครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์ หรือ อุปกรณ์ หรือกระบวนการที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นวีดิทัศน์ เทปบันทึกเสียง สไลด์ ซีดี บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ฯลฯ
3.3 สื่ออื่น ๆ เป็นสื่อที่ใช้สำหรับท้องถิ่นที่ขาดแคลนสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อเทคโนโลยี แบ่งเป็น 4 ประเภท
4. แบ่งตามรูปร่างลักษณะของสื่อ การแบ่งเป็นประเภทของสื่อการเรียนการสอนในทัศนะนี้ได้จัดแบ่งไว้ค่อนข้างหลากหลาย แต่โดยทั่วไปวงการเทคโนโลยีการศึกษาปัจจุบันได้จำแนกสื่อการเรียนการสอนเป็น 3 ประเภท ได้แก่
4.1 สื่อวัสดุ (Soft Ware)
4.2 สื่ออุปกรณ์ (Hard Ware)
4.3 สื่อเทคนิควิธีการ (Techniques and Methods

แหล่งที่มา http://www.chontech.ac.th/


สัปดาห์ที่ 10 แนวคิดการสื่อสาร

การสื่อสาร (Communication)การสื่อสาร หมายถึง การติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งทำให้ฝ่ายหนึ่งรับรู้ความหมายจากอีกฝ่ายหนึ่ง และ เกิดการตอบสนอง ปัจจุบันการสื่อสารมีมากมายหลายวิธี อาจเป็น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โทรศัพท์มือถือ ดาวเทียม ระบบโทรคมนาคม หรือ การสื่อสารระบบเครือข่ายที่อาศัยดาวเทียมและสายเคเบิลใยแก้ว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินเตอร์เน็ท ก็ได้
องค์ประกอบของการสื่อสาร ประกอบด้วย 1. ผู้ส่งข่าวสาร (Sender) 2. ข้อมูลข่าวสาร (Message) 3. สื่อในช่องทางการสื่อสาร (Media) 4. ผู้รับข่าวสาร (Receivers) 5. ความเข้าใจและการตอบสนอง
กระบวนการสื่อสาร กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) โดยทั่วไปเริ่มต้นจากผู้ส่งข่าวสาร (Sender) ทำหน้าที่เก็บรวบรวมแนวความคิดหรือข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เมื่อต้องการส่งข่าวไปยังผู้รับข่าวสาร ก็จะแปลงแนวความคิดหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกมาเป็น ตัวอักษร น้ำเสียง สี การเคลื่อนไหว ฯลฯ ซึ่งเรียกว่าข่าวสาร (Massage) จะได้รับการใส่รหัส(Encoding) แล้วส่งไปยังผู้รับข่าวสาร (Receivers) ผ่านสื่อกลาง (Media) ในช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels)ประเภทต่าง ๆ หรืออาจจะถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสารโดยตรงก็ได้ ผู้รับข่าวสาร เมื่อได้รับข่าวสารแล้วจะถอดรหัส (Decoding) ตามความเข้าใจและประสบการณ์ในอดีต หรือสภาพแวดล้อมในขณะนั้น และมีปฏิกริยาตอบสนองกลับไปยังผู้ส่งข่าวสารซึ่งอยู่ในรูปขอความรู้ ความเข้าใจ การตอบรับ การปฏิเสธหรือการนิ่งเงียงก็เป็นได้ ทั้งนี้ข่าวสารที่ถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารอาจจะไม่ถึงผู้รับข่าวสารทั้งหมดก็เป็นได้ หรือข่าวสารอาจถูกบิดเบือนไปเพราะในกระบวนการสื่อสาร ย่อมมีโอกาสเกิดสิ่งรบกวน หรือตัวแทรกแซง(Noise or Interferes) ได้ ทุกขั้นตอนของการสื่อสารคุณลักษณะของผู้ประสบความสำเร็จในการสื่อสาร 1. มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ 2. มีทักษะในการสื่อสาร 3. เป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้ได้เร็ว และมีความจำดี 4. มีความซื่อตรง มีความกล้าที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง 5. มีความคิดสุขุม รอบคอบ 6. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 7. คิดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี 8. มีความสามารถแยกแยะและจัดระเบียบข่าวสารต่าง ๆ 9. มีความสามารถในการเขียนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 10. มีศิลปะและเทคนิคการจูงใจคน 11. รู้ขั้นตอนการทำงาน 12. มีมนุษยสัมพันธ์ดี
http://onzonde.multiply.com/journal/item/91



วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่ 10 บันทึกแนวคิดการสื่อสาร

บทที่ 1 หลักและทฤษฎีการสื่อสาร

“การสื่อสาร คือ กระบวนการที่ผู้ส่งสารและผู้รับสาร มีปฏิสัมพันธ์กัน ในสภาพแวดล้อมทางสังคมเฉพาะ” (จอร์จ เกิร์บเนอร์)
การสื่อสาร คือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารหมายความว่า
1. การสื่อสาร อย่างน้อยจะต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้ จึงจะเรียกว่า “การสื่อสาร”(1) ผู้ส่งสาร หรือผู้กำหนดสาร (Sender, Source Creator) (2) สาร (Message, Information)(3) สื่อ หรือช่องทางในการนำสาร ส่งไป (Channel)(4) ผู้รับสาร (Receiver)(5) ผลการสื่อสาร (Feed back)
2. การสื่อสาร เป็นกระบวนการ ซึ่งประกอบด้วย(1) การกำหนดสาร (Message Design & Source Data)(2) การส่งสารไปยังผู้รับ (Process Sending)(3) สารถึงผู้รับ และผู้รับก็รับรู้ถึงสารที่ส่งมานั้น (Awareness)
โดยปกติ ผู้ส่งสาร และผู้รับสาร จะประกอบด้วยบุคคล 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ส่งสาร และฝ่ายผู้รับสาร หากผู้ส่งสาร และผู้รับสารเป็นบุคคลคนเดียวกัน เรียกว่า การสื่อสารภายในบุคคล และผู้ส่งสารมักจะเป็นผู้กำหนดสารที่จะส่งไป สารที่จะส่งไป มักจะถูกกำหนดขึ้นทั้งจากผู้ส่งสารเอง และจากบุคคลอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของวจนภาษา หรือ อวจนภาษา ก็ตาม กรณีที่ผู้กำหนดสาร และผู้ส่งสาร เป็นบุคคลคนเดียวกัน คือ สารที่ถูกกำหนดขึ้นนั้น เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้(Knowledge) หรือปรุงแต่งขึ้นเป็นองค์ความรู้ (Create) หรือผุดขึ้นโดยประจักษ์ (Insight) ของผู้ส่งสารนั่นเอง แล้วต้องการจะส่งสารนั้นไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้รับสาร
กระบวนการส่งสาร จะเริ่มตั้งแต่ การบรรจุสารเข้าไปในระบบการส่ง (Message Input & Sourse Input) ซึ่งประกอบด้วย สาร สื่อ เวลา โอกาส โดยอาศัยช่องทางต่างๆ เป็นพาหะพาสารไปยังผู้รับ (Process) สารที่ส่งไป อาจจะอยู่ในรูปของภาษาพูด สัญลักษณ์ อักขระ สื่อ หรือช่องทางที่ใช้ในการส่ง ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อสารนั้นจะอยู่ในรูปใด
รูปแบบ ชนิดของสาร
พาหะ - ช่องทาง
เครื่องมือ - เทคโนโลยี
เทคนิค - รูปแบบการส่งสาร
ภาษาพูดWord, Speech
บรรยากาศ อากาศ วัตถุที่สามารถพาเสียงไปได้
อวัยวะปาก, ไมโครโฟน, โทรโข่ง
Physical, Radiogram, Analog, Digital
ภาษาท่าทางAction, Behavior
ทัศนวิสัยของบรรยากาศ(สิ่งรบกวน แสง เงา สี)
อวัยวะ, อุปกรณ์สร้างสัญลักษณ์
Physical
ภาษาเขียนWriting
อักขระ อักษร (ที่ผู้ส่งและผู้รับ สามารถรับรู้ร่วมกันได้)
กระดาษ ปากกา หมึกหรือสี คอมพิวเตอร์
Physical, Analog, Digital
ภาษาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Language)– Digital – Analoge – Radio
คลื่นไฟฟ้า และคลื่นแม่เหล็ก และคลื่นวิทยุ
เครื่องรับ-เครื่องส่ง วิทยุ วิทยุโทรทัศน์ ระบบอะนาล็อก ระบบดิจิตอลคอมพิวเตอร์ และระบบเครือข่าย, อินเตอร์เน็ต
Analog, Digital

ในการส่งสาร จะต้องกำหนดเวลา เพื่อให้ผู้รับสาร มีโอกาสในการรับ เวลา หมายถึง จำนวนเวลา (วินาที, นาที, ชั่วโมง) และระยะเวลา (Time หรือ ครั้ง) โอกาส หมายถึง ช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดีที่ผู้รับสาร สามารถรับรู้ถึงสาร
3. การสื่อสารจะสำเร็จสมบูรณ์ ต่อเมื่อผู้ส่งสารรับทราบถึงปฏิกิริยาของผู้รับสาร หลังจากรับสารนั้นแล้ว
4. การสื่อสารจะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อ ผู้รับสารเกิดการรับรู้ (Awareness) เกิดองค์ความรู้ (Knowledge) เกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่น จนยอมรับข้อเสนอหรือเงื่อนไขในสารนั้น (Acceptation) หรือเกิดการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง (Decision) ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Behavior)
5. การสื่อสารในความหมายของระบบบุญนิยม หรือ การสื่อสารบุญนิยม จะอาศัยกรอบทฤษฎีและคำอธิบายของการสื่อสารขั้นพื้นฐาน เพื่ออธิบายให้เห็นถึงพฤติกรรม กระบวนการ และผลของการสื่อสารที่มีทิศทางและเป้าหมาย จาก - ไปสู่ + (Benefit of disgo)

แหล่งที่มา http://www.krirk.ac.th/faculty/Communication_arts/truexpert/@person/04/042/case/48_0422@communication.htm